31 ธันวาคม 2567

หลักสูตร Design Thinking

มิติเศรษฐกิจและบรรษัทภิบาล

บริษัทฯ ให้ความสำคัญในเรื่องความพึงพอใจของพนักงาน (Employee Satisfaction) และความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พนักงานสามารถทำงานอยู่ร่วมกับองค์กรได้อย่างมีความสุข และยิ่งไปกว่านั้นหากบุคลากรขององค์กรมีความพึงพอใจต่อองค์กรมากเท่าไร โอกาสที่พนักงานจะมีพลังและแรงจูงใจที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กรด้วยเช่นกัน โดยบริษัทฯ ได้มีกระบวนการสำรวจความพึงพอใจและความผูกพันของพนักงาน “Noble Caring Survey” และนำผลการไปวิเคราะห์และได้มาซึ่งประเด็นปัญหาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและการทำงานของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น

บริษัทฯ ได้มีการนำหลักสูตรและแนวคิด Design Thinking มาเป็นเครื่องมือในการออกแบบและช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่บริษัทฯ ได้รับข้อมูลที่วิเคราะห์มาจากการสำรวจความพึงพอใจและความผูกพันของพนักงาน และการทำ workshop ของพนักงานเพื่อช่วยเสนอแนะการพัฒนาปรับปรุงเรื่องต่าง ๆ ซึ่งทีมผู้บริหารระดับสูงได้มีส่วนร่วมในการรับฟังและให้ข้อเสนอแนะ รวมไปถึงให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน โดยตัวอย่างของโครงการที่ใช้แนวคิด Design Thinking มาใช้ในการออกแบบและช่วยแก้ปัญหาที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยในปี 2567 มีสรุปรายละเอียดดังนี้

  1. โครงการออกแบบชีวิตการทำงานใน "โนเบิล" เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยนำหลัก Design Thinking มาออกแบบเพื่อให้เข้าถึงความต้องการของพนักงานในทุกเพศทุกวัย ซึ่งในปี 2567 บริษัทฯ ได้มีนโยบายวัน Well-being ประจำปี ซึ่งเป็นวันที่พนักงานได้ดูแลสุขภาพกาย จิตใจของตนเองและครอบครัว รวมไปถึงการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม นโยบายนี้มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน work-life balance ช่วยลดความเครียด เสริมสร้างสุขภาพที่ดี และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคม
  2. โครงการออกแบบและปรับปรุงระบบการอนุมัติเอกสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานผ่านการใช้ระบบอนุมัติเอกสารออนไลน์ (e-memo) โดยใช้หลักการของ Design Thinking ซึ่งจะช่วยให้ผู้อนุมัติสามารถทำการอนุมัติเอกสารได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และยังสามารถติดตามสถานะเอกสาร ตรวจสอบประวัติการอนุมัติได้อย่างชัดเจนได้ในระบบเดียว การเปลี่ยนจากการใช้เอกสารกระดาษเป็นระบบดิจิทัลนี้ ช่วยลดต้นทุนทั้งในเรื่องกระดาษ หมึกพิมพ์ เวลา และบุคลากรในการส่งเอกสารระหว่างสำนักงาน โดยในปี 2567 บริษัทฯ ได้เริ่มเปิดใช้ระบบ e-memo อย่างเต็มรูปแบบ มีการใช้ e-memo รวมจำนวน 6,281 ฉบับ ทำให้ลดการใช้กระดาษได้ถึง 37,347 แผ่น เทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2) จำนวน 667 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ ประมาณ 30 ต้น โดยมีผลประเมินความพึงพอใจจากการใช้บริการ 80% ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการให้ระบบ e-memo ครอบคลุมทุกกลุ่มงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
  3. โครงการออกแบบและปรับปรุงระบบค่าตอบแทนการขาย เพื่อพัฒนากระบวนการคำนวณและจ่ายค่าตอบแทนแก่พนักงานขายโครงการให้มีความถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยนำหลัก Design Thinking มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีในการคำนวณค่าตอบแทนตามผลการขายในแต่ละเดือน ระบบใหม่จะสามารถดำเนินการคำนวณค่าตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายและเงื่อนไขที่กำหนดโดยอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการคำนวณแบบด้วยมือ ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  4. โครงการออกแบบและปรับปรุงระบบ ERP เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกลุ่มงานให้เป็นหนึ่งเดียว ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลเพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทฯ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ และนำหลัก Design Thinking มาปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลและ Workflow เลือกและพัฒนาระบบ ERP ให้เหมาะสม จากนั้นดำเนินการทดสอบ รับฟัง Feedback อบรมพนักงาน และนำไปใช้จริง (Go-Live) พร้อมติดตามผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบสามารถสนับสนุนการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนั้นยังมีโครงการอื่น ๆ ที่อยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์ที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญในเรื่องความพึงพอใจของพนักงาน (Employee Satisfaction) และความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) ต่อไป